Skip to content
default color green color orange color
ความเป็นมา PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Administrator   
อาทิตย์, 17 มิถุนายน 2007


ความเป็นมาโครงการ JSTP

        ในปี 2540   เมื่อสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือสวทช. เริ่มคิดโครงการโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน(Junior Science Talent Project – JSTP)   ด้วยความริเริ่มของอาจารย์มหาวิทยาลัยและทำงานให้สวทช.  ได้แก่ อาจารย์ยงยุทธ์  ยุทธวงศ์   อาจารย์สุมณฑา  พรหมบุญ   อาจารย์นักสิทธิ์  คูวัฒนาชัย  และอาจารย์กฤษณพงศ์  กีรติกร  เราเป็นห่วงเรื่องความสามารถและความสนใจของนักเรียนที่เรียนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัย  เนื่องจากเห็นผู้ที่มีความสามารถสูงไม่มากนัก  ซึ่งจะส่งผลถึงการมีนักวิจัยที่มีคุณภาพของประเทศในระยะต่อไป   เรามีความเห็นว่าควรมีแนวทางใหม่เพื่อการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ นอกเหนือจากโครงการที่มีอยู่ขณะนั้นได้แก่  โครงการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือพ.ส.ว.ท.  และโครงการวิทยาศาสตร์โอลิมปิก  ทั้งสองโครงการเพิ่มความสามารถเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้วยการเรียนเข้ม    การทำโครงงานวิทยาศาสตร์และการวิจัย  และการแข่งขันระดับนานาชาติ

การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้วยกระบวนการการดูแลของอาจารย์พี่เลี้ยง(
mentoring)
            หลังจากปรึกษากันกับอาจารย์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำหลายท่าน  เราเห็นว่าควรใช้การพัฒนาโดยการทำงานวิชาการภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่เก่ง   อาจารย์ยงยุทธ์เสนอเป็นหลักการว่าโครงการ
JSTP ควรทดลองพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้วยกระบวนการmentoring   เมื่อตกลงกันได้แล้ว  เราแบ่งนักเรียนออกเป็นสองระดับคือ  ระดับมัธยมศึกษาปลายและอุดมศึกษา  และระดับมัธยมศึกษาต้น   เนื่องจากนักเรียนกลุ่มมัธยมศึกษาปลายและอุดมศึกษามีความรู้พื้นฐานและสาระทางวิทยาศาสตร์ถึงระดับหนึ่ง   รวมทั้งมีเป้าหมายที่ค่อนข้างแน่นอนและชัดเจนในวิชาการที่สนใจ   การพัฒนาจึงใช้การทำโครงการวิจัยภายใต้คำแนะนำของเมนทอร์ (mentor) ในห้องปฎิบัติการวิจัยที่มีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชั้นนำเป็นเมนทอร์   ร่วมกับกิจกรรมรวมเช่นการดูงาน  การฟังบรรยาย   ในปีแรกๆ สวทช.เชิญนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชั้นนำประมาณ 20 คน   โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นนักวิจัยดีเด่นจากมหาวิทยาลัยมหิดล  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งมีประสบการณ์การวิจัยประมาณยี่สิบปีขึ้นไปเป็นเมนทอร์  โดยอาจารย์สุนันทา  วิบูลย์จันทร์และคุณฤทัย  จงสวัสดิ์เป็นผู้ประสานงานหลักในช่วงแรก   ในช่วงต่อมาได้เชิญนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเด่นรุ่นเยาว์เข้าร่วมเป็นเมนทอร์   

ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษาต้น  ยังไม่มีความรู้พื้นฐานและสาระทางวิทยาศาสตร์มากนัก   เป้าหมายยังไม่ชัดเจน  อาจมีความชอบวิทยาศาสตร์(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร   หรือเชื่อมกับความสามารถพิเศษอย่างใด)  จะใช้วิธีทำโครงการวิจัยภายใต้การดูแลของเมนทอร์ก็ไม่ได้   ต้องคิดหาวิธีเอาเอง   อาจารย์ยงยุทธ์เลยบอกกับผู้เขียนว่า อย่างนั้นอาจารย์กฤษณพงศ์ก็รับไปทำก็แล้วกัน

เมื่อผู้เขียน(อ.กฤษณพงศ ์กีรติกร)รับโครงการ JSTP มัธยมศึกษาต้นมาทำที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี    สิ่งที่ผู้เขียนต้องหาคือทีมทำงานที่สมองเปิด  ใจเปิด  และจิตเปิด  พร้อมจะเรียนรู้และทดลองไปด้วยกัน  รวมทั้งต้องเป็นอาจารย์ที่พร้อมจะให้เวลากับเด็ก   ทุกมหาวิทยาลัยอาจมีอาจารย์จำนวนมากที่เป็นอาจารย์ที่เก่ง   ทั้งสอนเก่ง  ทำวิจัยเก่ง  มีผลวิชาการงานมาก  แต่ไม่ใช่เป็นอาจารย์ที่พร้อมจะให้เวลากับเด็ก  อาจเห็นว่าเป็นการเสียเวลา  จึงเป็นเมนทอร์ไม่ได้   ดังนั้นบทสรุปแรกที่พวกเราในมจธ.ได้คือ  อาจารย์ที่สอนหนังสือเก่ง   เป็นนักวิจัยที่ดี  มีตำแหน่งวิชาการสูง  อาจไม่ใช่เมนทอร์ที่ดีก็ได้

 การเริ่มต้นตั้งคำถามหรือโจทย์เพื่อค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้เป็นการเริ่มต้นที่ยาก   การถามคำถามที่ถูกต้องทำให้งานสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง    การตั้งต้นที่ถูกยากกว่าการที่จะค้นพบเด็กที่มีความสามารถพิเศษในขั้นตอนต่อมา  ยังไม่ต้องพูดถึงกระบวนการพัฒนา   การวัดความสำเร็จ  ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะเราไม่มีประสบการณ์ในประเทศไทยมาก  ไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะนำเด็กทั้งหมดมาตรวจวัดหรือสแกนแล้วจึงจะบอกได้    เราคุ้นเคยกับวิธีการจัดสอบด้วยการเขียนตอบ   เราก็คงได้เด็กที่มีความสามารถพิเศษจำนวนหนึ่งที่เป็นเด็กที่มีความสามารพิเศษและสอบเก่ง   ทำข้อสอบได้ถูกต้องตามคำถามที่เราต้องการรู้    มากกว่าที่เราจะพบเด็กที่มีสติปัญญา(Intelligence)และค้นพบตัวตนของเด็กที่รู้จักตนเอง (Self actualization)   เราไม่ต้องการค้นพบแต่เด็กที่เป็นเพียงร่างทรงของพ่อแม่หรือครู    ทำสิ่งที่พ่อแม่หรือครูบอกว่าลูกหรือลูกศิษย์เก่งอย่างนั้นอย่านี้   ควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้   ประสบการณ์ของพวกเราที่เป็นครูมาหลายสิบปีบอกว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษอาจสอบไม่เก่ง   เป็นบทสรุปที่สอง   เด็กที่มีความสามารถพิเศษถ้ารู้จักตัวตนควรจะพัฒนาด้วยตนเองได้มาก

ที่มา  การศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถและนวัตกรรมการเรียนรู้ในประเทศไทย

 

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ศุกร์, 22 มิถุนายน 2007 )
 
Top